Pacific Money | Economy | South Asia

ผล สลาก วัน ที่ 16 สิงหาคม 60: A European FTA With India Is Not a Counterweight to China

สลากกินแบ่ง รัฐบาล 1 มีนาคม 2562,บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/58 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 2.15 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.48 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.71 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.38 บาทต่อหุ้นทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 181.878 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.07%ดอลลาร์ดีดตัวขึ้นในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์เมื่อเทียบยูโร ขณะที่นักลงทุนมีความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับความสามารถของกรีซในการที่จะชำระคืนหนี้สินแก่บรรดาเจ้าหนี้ ขณะที่ยูโรปรับตัวย่ำแย่จากข่าวที่ว่าบรรดานักการเมืองยุโรปได้เดินหน้ากดดันกรีซให้เร่งดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเจ้าหนี้"สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 479.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.82 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการส่งมอบสินค้าในส่วนของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการบริการ 23.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 298.79% จากงวดปีก่อน เนื่องจากรายได้การซ่อมหม้อแปลงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น" , ดัชนียังคงประคองตัวได้ดีเหนือแนวรับ 1,500 จุด มองช่วงบ่ายดัชนียังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่บริเวณ 1,500 1,520 จุด แต่หากปิดยืนเหนือ 1,525 จุด ขึ้นไปได้ จะเกิดสัญญาณบวกจาก MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นได้ ทำให้ SET lndex น่าจะฟื้นตัวต่อในระยะถัดไปขณะที่ปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไบโอดีเซล 70% และจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 30% แต่มีสัดส่วนกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าถึง 90% และสัดส่วนจากธุรกิจไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามความสำเร็จของโครงการที่บริษัททยอยก่อสร้างและรับรู้รายได้ในแต่ละปี จึงมุ่งขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่ม หุ้นยุโรปเปิดตลาดดีดตัว จากอานิสงส์หุ้นยานยนต์-ยอดขายรถสดใส CBG ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง ดันกำไร Q1/58 โต 66% วาณิชธนกิจเจพี มอร์แกน เชส คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 โดย มีความเป็นไปได้มากกว่าที่ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) SET Index พยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,520 จุด แต่ยังไม่ผ่านและปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,517.52 จุด +7.11 จุด (+0.47%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นขึ้นมาที่16,666.22 ลบ. SET ปิดบวกเกือบ 1% TRUE ซื้อ-ขายสูงสุด 2.29 พันลบ. SST เผยงบฯ Q1/58 ขาดทุนลดลง 27% หลังรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นโดยในส่วนของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีโอกาสขยายตัวได้อีกมากในอนาคต หลังจากนั้นระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. จะเดินทางไปโรดโชว์ต่อให้กับนักลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยร่วมกับบล.ธนชาต ตลาดหุ้นเอเชียบวกขึ้นเช้านี้ จากคาดการณ์เฟดไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย คาด SET lndex ยังถูกกดันจากประเด็นเศรษฐกิจในประเทศที่ออกมาไม่สดใส ที่ต้องจับตาดูคือในวันที่ 18 พ.ค. นี้ สภาพัฒน์ฯ จะแถลงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทย งวด 1Q58 โดยคาดว่าอาจออกมาต่ำกว่าที่สำนักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมาประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับทาง ASPS ที่ได้ปรับลดประมาณการ GDP growth ของไทยในปีนี้จาก 3.5% เป็น 2.5 % และสำหรับ 1Q58 อาจจะหดตัวได้ถึง 2% qoq และโตได้เพียง 1.6% yoy ขณะที่สถานการณ์ต่างประเทศนั้น ให้ความสนใจในวันที่ 20 พ.ค. เนื่องจาก Fed จะออก Minutes การประชุมเมื่อวันที่ 28-29 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะมีมุมมองและสัญญาณชี้นำที่อาจส่งผลต่อการตัดสินในของ Fed ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไร และเท่าไร หลังจาก GDP Growth งวด 1Q58 ทรงตัวจากงวดก่อนหน้า และอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขการจ้างงานยังห่างจากเป้าหมายของ Fed จึงทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่า Fed น่าจะยืดเวลาขึ้นดอกเบี้ยฯ ออกไป โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะปรับข้นเป็นครั้งแรกในช่วง ปลายปี 2558 หรือ ต้นปี 2559PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 909.60 ล้านบาท ปิดที่ 64.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท、บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ (15 พ.ค.) แนะนำ ซื้อ PTT ราคาเป้าหมาย 400 บาท/หุ้น โดยกำไรในไตรมาส 1 คิดเป็น 28% ของประมาณการ กำไรจากธุรกิจก๊าซมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นราคา NGV และในไตรมาส 2 มีการบันทึกกำไรพิเศษประมาณ 4 พันล้านบาทจากการขายหุ้น BCP ของรัฐบาล แต่ค่าการกลั่นมีแนวโน้มอ่อนตัวในไตรมาส 2 กดดันกำไรของธุรกิจโรงกลั่นซึ่งเป็นธุรกิจหลักในเครือ PTTทั้งนี้ คาดว่าอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร(Cabin Factor)ในไตรมาส 2/58 น่าจะอยู่ประมาณ 68-70% ดีกว่าในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มี Cabin Factor อยู่ประมาณ 60% ซึ่งต่ำมากเพราะอยู่ในชี่วงเกิดรัฐประหารและใช้กฎอัยการศึกราคาปิด 13.30 ตัดขาดทุน 12.80, SET lndex ช่วงเช้ายังคงทรงตัวในกรอบแคบที่ 1495-1502 จุด แต่ด้วย Voume ที่ค่อนข้างน้อยที่ 1.5 หมื่นล้านบาท แถมยังมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ต้องการถือสถานะข้ามสัปดาห์ ทำให้ช่วงบ่ายนี้ SET lndex มีโอกาสย่อตัวลงมาโดยมีแนวรับที่ 1,485 จุด ฮั่งเส็งปิดร่วง 231.03 จุด ตามตลาดหุ้นจีน สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 774.49 ล้านบาท (SET+MAI)สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปีนี้ว่าบริษัทมั่นใจว่ารายได้จะมีการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ 30% จากปีก่อน โดยปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) กว่า 400 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ทั้งหมดในปีนี้ ในขณะเดียวกันยังเตรียมทยอยประมูลงานใหม่มูลค่าราว 3 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทก็มีความคาดหวังที่จะได้งานในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60%。

สลากกินแบ่ง รัฐบาล 1 มีนาคม 2562, SST เผยงบฯ Q1/58 ขาดทุนลดลง 27% หลังรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น CBG ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง ดันกำไร Q1/58 โต 66%ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (18 พ.ค.58) จากข้อมูลการซื้อขายหุ้นรายวันผ่านไทย เอ็นวีดีอาร์ ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหุ้นที่มีการซื้อสุทธิมากที่สุด 30 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ซื้อสุทธิ ได้แก่ เป็นผลให้นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น นายเสริมสิน สมะลาภา ตลอดจนกรรมการของ NMG และพวกพ้องได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงมติในครั้งนี้ การไม่ยินยอมให้ผู้ถือหุ้นหลายรายเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยไม่ยอมรับการลงทะเบียนเข้าประชุมหน่วงเหนี่ยวกักขังให้อยู่ในส่วนห้องที่มีพื้นที่จำกัด ไม่ยอมให้เอกสารประกอบการลงทะเบียนหรือเอกสารการลงคะแนนเสียและมอบหมายให้ชายฉกรรจ์จำนวนมากหน่วงเหนี่ยวขัดขวางการลงทะเบียนและปิดกั้นประตูทางเข้าห้องประชุม รวมทั้งคณะกรรมการของบริษัท ได้ดำเนินการจัดประชุมไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ขอให้ทางกลต.พิจารณาดำเนินการสอบสวนและพิจารณาสั่งคดีต่อไป SET lndex ช่วงเช้ายังคงทรงตัวในกรอบแคบที่ 1495-1502 จุด แต่ด้วย Voume ที่ค่อนข้างน้อยที่ 1.5 หมื่นล้านบาท แถมยังมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนบางส่วนที่ไม่ต้องการถือสถานะข้ามสัปดาห์ ทำให้ช่วงบ่ายนี้ SET lndex มีโอกาสย่อตัวลงมาโดยมีแนวรับที่ 1,485 จุดโดยในส่วนของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีโอกาสขยายตัวได้อีกมากในอนาคต หลังจากนั้นระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. จะเดินทางไปโรดโชว์ต่อให้กับนักลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยร่วมกับบล.ธนชาต,นอกจากนี้งานโครงการอื่นๆของภาครัฐฯ ที่บริษัทจะเข้าไปประมูลมูลค่ารวม 8.9 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้งานมากกว่า 20-25% โดยบางส่วนจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ ปัจจุบันมีงานในมืออยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท ทำให้บริษัทมั่นใจรายได้ในปี 58 ยังทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 2.6-2.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1 พันล้านบาทในปีก่อนSPVI ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวขึ้น กลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสัปดาห์ได้อีกครั้ง พร้อมปริมาณการซื้อขายสนับสนุน เครื่องมือ DI+ ตัด DI- ขึ้น เป็นจังหวะเก็งกำไร มีแนวต้านแรกบริเวณ 1.35 บาท ผ่านไปได้มีเป้าหมายที่ 1.40 บาท,ประกอบกับในปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์จะฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อน ทำให้ปัจจุบันมียอดการสั่งผลิตเบาะหนังรถยนต์จากค่ายรถยนต์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ประกอบมีโมเดลรถยนต์ใหม่ๆเริ่มสั่งเข้ามา อย่างเช่น โมเดลใหม่ของรถยนต์อีซูซุ มิวเอ็กซ์ ซึ่งส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ของบริษัท ทำให้บริษัทมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1.2 พันล้านบาท หลังจากไตรมาส 1/58 บริษัททำรายได้ไปแล้วที่ 310 ล้านบาทนอกจากนี้ ตามหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ของ NMG ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ได้มีการแนบรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุม และมีการกล่าวอ้างว่า NEWS ได้เข้าถือหุ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในหลายๆประเด็น ทั้งๆที่ในบางเรื่องได้มีข้อยุติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ NMG ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการแสดงการไม่เคารพกฎเกณฑ์ และไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง。 SET50 990 1010 TTA ดึงมือดีนั่ง ซีเอฟโอ ย้ำเป้าดันธุรกิจเทียบชั้นโกลบอล ฮั่งเส็งปิดพุ่ง 535.73 จุด รับคาดการณ์ฮ่องกงจ่อประกาศวันเชื่อมโยงตลาดเสิ่นเจิ้น SET ปิดเช้าบวก 7.11 จุด GPSC ซื้อ-ขายสูงสุด 1.98 พันลบ., ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไร 4.04 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 3.76 บาท เคลื่อนไหวในกรอบ 1,505-1,520 จุด ตลาดหุ้นไทยน่าจะซึมซับปัจจัยลบจากตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 1/58 ที่อ่อนแอกว่าคาดไปแล้ว (สภาพัฒน์ รายงานเติบโต 3.0%YoY ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 3.4%YoY) และมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1,505-1,520 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงขาดปัจจัยบวกทำให้การปรับตัวขึ้นยังคงจำกัด (แนวต้าน: 1,513 และ 1,520 // แนวรับ: 1,505 และ 1,495) น้ำมันดิบปิดวานนี้ปรับลงหลังดอลล์แข็ง-ซาอุฯส่งออกน้ำมันเพิ่ม ดัชนียังคงประคองตัวได้ดีเหนือแนวรับ 1,500 จุด มองช่วงบ่ายดัชนียังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่บริเวณ 1,500 1,520 จุด แต่หากปิดยืนเหนือ 1,525 จุด ขึ้นไปได้ จะเกิดสัญญาณบวกจาก MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นได้ ทำให้ SET lndex น่าจะฟื้นตัวต่อในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดต่างประเทศในปีนี้ บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปีก่อนอยู่ที่ 23% เนื่องจากมีการลดระยะเวลาในการสั่งของลง ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยบริษัทมีตลาดอยู่ในประเทศอินเดีย พม่า และกัมพูชา ซึ่งตลาดต่างประเทศถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดีมาก โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ดี บริษัทจะยังไม่ขยายไปประเทศอื่น แต่จะเน้นทำการตลาดในประเทศที่มีอยู่ให้มียอดขายเพิ่มขึ้นก่อน CEN กำไรจากเงินลงทุน-การขายบริษัทย่อยหนุนงบฯ Q1/58 พลิกกำไร นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เชื่อว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นปัจจัยที่ต่อเนื่องจากไตรมาส 1/58 และไตรมาส 4/57 นั่นคือมาตรการของภาครัฐโดยเฉพาะการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณโดยใช้ชื่อบริษัท พรีเมียร์ โซลูชั่น ฟิลิปปินส์ จำกัด ( PSPH ) ทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 100,000 เปโซ หรือไม่เกิน 1,000,000 บาทสัดส่วนการถือหุ้น บริษัท พรีเมียร์ โซลูชั่น จำกัด ( PSCL ) ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียน (บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมใน PSCL ในสัดส่วนร้อยละ 76.67 โดยถือผ่าน บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ( CE ))。

There is currently no way for India to take China’s place in the European Union’s economic relations.

A European FTA With India Is Not a Counterweight to China
Credit: Pixabay

As India and the European Commission formally resumed their Free Trade Agreement (FTA) negotiations this year, we witnessed a mushrooming of commentaries on the significance of the development. The torturous and inconclusive talks to reach such a deal had been abandoned years ago. They’ve been resurrected now, but what changed??

One line of argument is that the EU is seeking to balance China. While some of the European countries are increasingly critical of China at the political level, and growing more concerned about Chinese entities at the security level, the EU and its economic powerhouses remain intertwined with the Chinese economy. Thus, it is claimed by a part of the commentariat, enhancing economic relations with India would allow the EU to find a counterweight, to be overall less dependent on China for trade and investment. For instance, in vain pursuit of causation, some were quick to point out that in May, the announcement of the return to FTA negotiations with India was soon followed by a declaration that the EU was freezing the ratification of the Comprehensive Agreement on Investment with China.

This, however, is a fallacious argument. There is currently no way for India to take China’s place in the EU’s web of economic relations, in terms of the scale of both trade and investment. As for the latter, in 2019, the value of the EU’s FDI in China was 2.6 larger than its FDI in India (198.7 billion euro to 75.8 billion euro, respectively). Chinese FDI inflows into the EU were also overall larger than Indian FDI over the past years. While a 2020 Rhodium Group-MERICS report showed that Chinese FDI in Europe sharply declined in the 2017-2019 period, that does not necessarily mean Indian companies are comparable rivals when it comes to their capacity to invest in the EU. Moreover, what New Delhi and the EU are back to negotiating is a trade agreement (most probably focused on reducing tariffs on trade in goods), and not a deal to liberalize bilateral investment, although the EU is signaling its readiness to open talks on this front as well.

Speaking of trade: In 2020, the EU’s goods trade with China was worth nearly nine times its trade with India. As the EU Commission admits itself, India was “accounting for 1.8% of EU total trade in goods in 2020, well behind China,” the latter accounting for 16.1 percent of the EU’s trade. In 2019, the total EU-China goods trade was worth 7.2 times more than the total EU-India goods trade (561 billion euro to 77.8 billion euro); in 2018, it was 6.8 times larger (530.6 billion euro to 78 billion euro); in 2017, it was seven times larger (511.6 billion euro to 73 billion euro), and so on.?

Even if we fast-forward to the EU-India FTA, very optimistically assuming it is signed within a few years, China will long remain both a much richer consumer market than India, as well as a massively larger source of exports. It may be argued that the EU’s trade with India is much more healthy, balanced as it is between imports and exports, when compared to its trade with China, which is radically tilted toward a deficit. But this is hardly something that the votaries of the counterweight theory can pick up as a point in this discussion, as in some cases India simply does not produce the goods which China exports to the EU (or produces/exports them on a far smaller scale). Moreover, as a recent MERICS study shows,”‘the EU was strategically dependent on China for 659 of the 5,600 product categories,” such as certain APIs, metals, or electronic goods – meaning that it was importing them nearly only from China and that China had an overwhelming global market share of the same goods.?

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Explaining anything by adding “China” or “China-U.S.” to a text has become a sign of intellectual laziness on the part of some commentators. Like pointing to a shadow lurking behind any object, many commentators are now prone to see Chinese actions and the China-U.S. rivalry as explanations to key events across the world. To be sure, the rise of China and its growing tensions with the United States are of great global significance, but there is life outside Washington and Beijing (actually, most of life thrives outside them). Not every phenomenon can be reduced to the rivalry of those two powers.

The same applies to the return of EU-India FTA negotiations. They have a dynamic and reasons of their own. While significant in their own way and in their own league, they certainly cannot lead to India becoming China’s counterweight in European Union’s economic relations.