The Debate

slot pussy888: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

pirate slots,DCORP ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะฟื้นตัวขึ้นด้วยรูปแบบ Double Bottom กลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนได้ พร้อมปริมาณการซื้อขายเริ่มกลับมาสูงขึ้น สอดคล้องกับ MACD ชี้ขึ้นมีแนวโน้มเป็นบวก เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไรตามการฟื้นตัว โดยมีแนวต้านแรกที่ 10.00 บาท และถัดไปที่แนวเส้นเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนบริเวณ 10.50 บาททั้งนี้ TKN มีผลการดำเนินงานที่เติบโตโดดเด่น โดยในช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2558) TKN มีรายได้จากการจำหน่าย 2,519 ล้านบาท เติบโต 35% และมีกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท เติบโตขึ้น 128% จากช่วง 9 เดือนแรกของปีก่อน ในขณะที่ปี 2557 มีรายได้จากการจำหน่ายรวม 2,695 ล้านบาท กำไรสุทธิ 199 ล้านบาท และปี 2556 มีรายได้จากการจำหน่ายรวม 2,716 ล้านบาท กำไรสุทธิ 128 ล้านบาท, I โครงการที่ครม.อนุมัติแล้ว สามารถประกวดราคาได้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2016 (ต.ค.-ธ.ค.15) มี 6 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 1.86 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการรถไฟทางคู่ ถนนจิระ-ขอนแก่น 2.ทางหลวงพิเศษพัทยา-มาบตาพุด 3.ทางหลวงพิเศษ บางปะอิน-โคราช 4.โครงการพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ท่าเทียบเรือ A ที่ท่าเรือแหลมฉบัง 5.โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 และ 6.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2、puss888 เครดิต ฟรี、หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะผ่อนคลายนโยบายเพื่อรับมือกับข้อผิดพลาดจากสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกับระดับศูนย์,นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า ในวันนี้ (1 ธันวาคม 2558) เปิดการใช้งานระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Processing System : APPS) ณ ห้องควบคุมและสั่งการระบบ APPS ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ส่วนอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ชั้น 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกลุ่มแรก โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม และคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการแล้ว สามารถประกวดราคาได้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 59 (ต.ค.-ธ.ค.58) มี 6 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 1.86 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการรถไฟทางคู่ ถนนจิระ-ขอนแก่น 2.ทางหลวงพิเศษพัทยา-มาบตาพุด 3.ทางหลวงพิเศษ บางปะอิน-โคราช 4.โครงการพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ท่าเทียบเรือ A ที่ท่าเรือแหลมฉบัง 5.โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 และ 6.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2SUTHA Tradingแนวรับ 5.80-5.85 บาท แนวต้าน 6.20 บาทจุดลดความเสี่ยงหากหลุด 5.60 บาทสำหรับธุรกิจในอินโดไชน่าจะเริ่มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากตลาดในเมียนมาร์ ซึ่งเป็นตลาดหลักในอินโดไชน่า มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและเตรียมขยายตลาดกัมพูชาและลาวเพิ่มเติมอีก ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อไปตั้งสาขาในกัมพูชา คาดว่าจะมีความ ชัดเจน ในปี 59ตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอของสหรัฐ โดยผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงในเดือนพ.ย.เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2012 แมคควอรี DW28 เผย แรงซื้อกลับเข้าหุ้นขนาดใหญ่ เช่น PTTEP PTT AOT และ TOP โดย DW ที่อ้างอิงหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าการซื้อขาย คิดเป็น 9.6% 6.0% 4.2% และ 3.0% เมื่อเทียบกับมูลค่าซื้อขาย DW ทั้งตลาด ยกตัวอย่าง DW28 ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ PTTE28C1602A PTTE28P1601A PTT28C1602A PTT28P1602A AOT28C1604A และ TOP28C1604A เป็นต้นทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบรับดีมานด์คอนโดมิเนียมเมืองตากอากาศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แสนสิริจึงได้จัดแคมเปญ 5 Holiday Homes 2015 เพื่อการพักผ่อนส่งท้ายปีให้ลูกค้า ประกอบด้วย 5 คอนโดตากอากาศ พร้อมเข้าพักได้ทันทีจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในไทย ที่หัวหิน โครงการ ออทัมน์ หัวหิน, เรนชะอำ-หัวหิน และบ้านเคียงฟ้า ที่เขาใหญ่ โครงการ เดอะ วัลลีย์ และที่พัทยา โครงการ บ้านปลายหาด รับตามมาตรการเดอะ กู๊ด ไลฟ์ พร้อมของรางวัลตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้เท่านั้น KBANK ตั้งเป้าสินเชื่อต่างประเทศปี 59 โต 40% เดินหน้าขยายสาขาจีน-AECผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับนายก่อศักดิ์ เป็นเงิน 30,228,000 บาท นายปิยะวัฒน์ เป็นเงิน 725,000 บาท นายพิทยา เป็นเงิน 979,500 บาท นายอธึก เป็นเงิน 1,407,000 บาท และเปรียบเทียบปรับนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท MEGA ตั้งเป้าปี 59 รายได้-กำไรโต 10% ต่อเนื่องจากปีนี้คาดเข้าเป้าการคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนทรงตัวในเดือนพ.ย.ที่ระดับ 0.1% ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 0.2% ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่เป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เล็กน้อยJAS มูลค่าการซื้อขาย 798.73 ล้านบาท ปิดที่ 4.56 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 1 ธ.ค.582 ธ.ค. การจ้างงานภาคเอกชน ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่ม 1.85 แสนตำแหน่งตามที่ ทอท.ได้ให้กลุ่ม 2S Consortium ประกอบด้วย บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สามารถคอมเทค จำกัด ให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ฉบับที่ 87 ประกาศ ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2555 ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกเพื่อตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าอนุมัติให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินการสนามบินอนุญาตจัดให้มีระบบข้อมูลการตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าและข้อมูลประจำหน้าที่ในอากาศยานล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์และเป็นประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางผ่านแดนและการตรวจปล่อยเพื่อการเข้าออกราชอาณาจักรของอากาศยาน ลูกเรือ ผู้ประจำหน้าที่เจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานและสัมภาระ ณ สนามบินอนุญาตที่ให้บริการระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนี้การดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์และระบบ APPS เรียบร้อยแล้วพร้อมดำเนินการ ดังนั้น ทอท.จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดการใช้งานระบบดังกล่าวหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น โดยหุ้นคอนโซล เอนเนอร์จี และหุ้นไพโอเนียร์ เนเชอรัล รีซอสเซส ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 3.1%,หุ้นกลุ่มสายการบินปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 4.9% หลังจากทางสายการบินสามารถทำข้อตกลงด้านค่าแรงกับกลุ่มสหภาพได้ ขณะที่หุ้นยูไนเต็ด คอนติเนนตัล โฮลดิงส์ และหุ้นเจ็ทบลู แอร์เวย์ส ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 2.2%。

โดยราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 11.80 บาท เมื่อวันที่ 30 พ.ย.58JAS มูลค่าการซื้อขาย 798.73 ล้านบาท ปิดที่ 4.56 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท,tragamonedas gratis por internet ทั้งนี้ นางเยลเลนกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมาคมเศรษฐกิจแห่งวอชิงตันเมื่อวานนี้ โดยได้ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนนี้ และยังได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการว่างงานลดต่ำลง และอัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟดรวมไปถึงการพิจารณาผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน ซึ่งจะต้องมีการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ โดยจะเป็นกองทุนเปิด(Open end) ระดมทุนไปใช้สำหรับโครงการต่างๆ ในอนาคตตามแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะเริ่มทยอยลงทุนได้จริงในปี 59 จำนวน 14 โครงการ มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อให้ใช้งบประมาณของประเทศลดลง แต่อาศัยเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทำให้ภาครัฐสามารถนำเงินงบประมาณไปใช้ในมาตรการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นสำหรับในปีหน้าบริษัทฯตั้งงบลงทุนราว 200 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนก่อสร้างอาคารสำนักงานให้เช่า เฟส 2 ย่านบางนา เพื่อให้มีรายได้คงที่เข้ามา นอกเหนือจากการรับงานก่อสร้างในปัจจุบัน,นายไชยาพร อิ่มเจริญกุล เลขานุการบริษัท บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เปิดเผยว่า บริษัทมีรายการได้มาซึ่งที่ดินจำนวน 1 แปลงโดยวิธีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ (สาขาบางพลี) จากบริษัท เค 2011 สปอร์ต จำกัด เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 38237 หน้าสำรวจ 1824 เลขที่ดิน 332 ตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ดิน 80 ไร่ มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน เงินจำนวน 176,000,000 บาท เป็นการใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น TKN กล่าวว่า จำนวนหุ้นไอพีโอของ TKN จำนวน 360 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 0.25 บาท ราคาไอพีโอ 4.00 บาท หลังจากที่เปิดให้จองซื้อวันแรกก็จำหน่ายหมด ทำให้บริษัทฯ ระดมเงินทุนได้ถึง 1,440 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้จะใช้สร้างโรงงานใหม่ และจัดซื้อเครื่องจักร รวมถึงใช้เป็นทุนหมุนเวียนในบริษัทฯ โดยจะนำหุ้นเขาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์(SET) TSR เปิดสาขาชลบุรี ส่งเครื่องกรองน้ำ SAFE ดันยอดขายทะลุ 1.5 พันลบ. ส่วนความคืบหน้าการหาพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา 3-4 ราย เป็นผู้ประกอบการต่างประเทศทั้งหมด เพื่อมาเสริมทั้งด้านการลงทุน การตลาด และเทคโนโลยี อาจเป็นลักษณะจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เมื่อโครงการชัดเจนก็ร่วมมือกัน อย่างไรก็ตาม การเจรจาก็มีหลายรูปแบบ ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปสำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้มีการเปิดเผยในวันนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของออสเตรเลียในไตรมาส 3 ซึ่งขยายตัว 0.9% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 2สำหรับธุรกิจในอินโดไชน่าจะเริ่มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากตลาดในเมียนมาร์ ซึ่งเป็นตลาดหลักในอินโดไชน่า มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและเตรียมขยายตลาดกัมพูชาและลาวเพิ่มเติมอีก ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อไปตั้งสาขาในกัมพูชา คาดว่าจะมีความ ชัดเจน ในปี 59จาก PSR s F-G index ที่ใช้วัด Sentiment ตลาดหุ้นพบว่านักลงทุนยังคงอยู่ในเกณฑ์ Fear และมีแนวโน้มปรับตัวสู่ระดับ Extreme Fear ได้ในอนาคต โดยเฉพาะมีประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในช่วงกลางเดือน4 ธ.ค. การประชุมของกลุ่มโอเปก หากมีการคงกำลังผลิตน้ำมันอาจทำให้ราคาน้ำมันลงต่อได้,ราคาปิด 11.70 แนวรับ 11.60-11.4 , 11.20-11 แนวต้าน 11.80-12 เฝ้าระวังหุ้นการบิน!! ลือหึ่ง บพ.สอบตกมาตรฐาน FAAทำ Tower Bottomราคาหุ้นบริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือTCCปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1.77 บาท ลบ 0.02 บาท หรือ 1.12% สูงสุด 1.81 บาท ต่ำสุด 1.77 บาท มูลค่าการซื้อขาย 11.74 ล้านบาท แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) ดัชนีมีโอกาสที่จะรีบาวน์ได้ โดยให้แนวรับถัดไปที่ 1,320-1,300 จุด ส่วนแนวต้าน 1,360 จุด SET ปิดช่วงเช้าบวก 2.10 จุด PTT ซื้อ-ขายสูงสุด 1.61 พันลบ. BJCHI ยื่นประมูลงานใหม่ไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นลบ. ทยอยประกาศผลต้นปี 59。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.