The Debate

‎สล็อตคาสิโน–HouseofFun™บนAppStore-Apple: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

ตรวจ หวย 1 ธ ค 56,ด้านนายเกียรติก้อง เดโช นักกลยุทธ์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) คาดว่าช่วงบ่ายนี้ ดัชนีหุ้นไทยจะยืนเหนือ 1,500 จุดได้ หลังจากที่เริ่มเห็นแรงซื้อเข้ามา พร้อมให้แนวรับ 1,495 จุด ส่วนแนวต้าน 1,510-1,515 จุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART ณ เวลา 15.05 น.อยู่ที่ 25.50 บาท ลบ 2.75 หรือ 9.73% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 572.91 ล้านบาท โดยราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 28.50 บาท ปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 25.50 บาท และแตะระดับสูงสุดที่ 28.50 บาท, MATCH แจงศก.ชะลอ-การเมืองกระทบ ฉุดงบไตรมาส 1/58 พลิกขาดทุน、คาสิโนออนไลน์ฟรี、ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดพุ่งขึ้นในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 241.72 จุด หรือ 1.25% ปิดที่ 19,620.91 จุดเนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงหนุน หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานเดือนเม.ย.ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัด เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนการหารือประเด็นหนี้สินกรีซของรัฐมนตรีคลังยูโรโซน ซึ่งจะมีขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ในวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น, หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไรหุ้นชุดเดียวกับช่วงเช้า ได้แก่ SCB , SVI และ ADVANCณ สิ้นปี 2557 MFG มีร้านอาหารเปิดให้บริการรวมทั้งหมด 1,708 แห่ง ใน 21 ประเทศ ประกอบด้วยร้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ 848 แห่ง และร้านแฟรนไชส์และแฟรนไชส์ย่อยอีก 860 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ลงทุนในบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) (S P) และ BreadTalk Group Ltd. (BreadTalk) ในประเทศสิงค์โปร์ด้วยคาดว่า SET แกว่งตัว 1,504-1,515 จุด ตลาดรีบาวด์ระยะสั้นSVOA ราคาปิด 1.44 บาทAAV 4.64 แรงซื้อหนุน พร้อมเครื่องมือทยอยกันฟื้นตัว คาดรีบาวด์ทดสอบ EMA-200 ได้ เก็งกำไร แนวรับ 4.60 แนวต้าน 4.76-4.80 cut loss 4.54 บ.,สำหรับปัจจุบันมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งหมด 9 โครงการ ได้แก่ โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย 6 โครงการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,830 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ปิดการขายแล้วได้แก่ โครงการ ชีวาทัย ราชปรารถ ส่วนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างจำหน่ายจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ เดอะสุรวงศ์ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 52 ยูนิต และโครงการ ชีวาทัย รามคำแหง ความสูง 33 ชั้น จำนวน 535 ยูนิต และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ ชีวาทัย อินเตอร์เชนจ์ ความสูง 26 ชั้น รวม 279 ยูนิต โครงการฮลลล์มาร์ค แจ้งวัฒนะ ความสูง 8 ชั้น 2 อาคาร รวม 427 ยูนิต โครงการฮอลล์มาร์ค งามวงศ์วาน เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร รวม 792 ยูนิต บนความคาดหวังว่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปอีก โดยอาจลงไปที่จุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 1.25% ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับลดลง และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงรวมถึง SET Index ปรับลดลงตาม แต่อย่างไรก็ตามประเมินว่าการปรับลดลงของ SET Index รอบนี้น่าจะอยู่ในระดับที่จำกัด โดยระดับ Current PER 17 เท่า หรือประมาณ 1493 จุด ลงมาจะมีระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่คาดหวัง สถานการณ์แวดล้อมดังกล่าวเชื่อว่าจะเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนเข้าไปในทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ และมีความผันผวนไม่มาก แกว่งผันผวนในกรอบ 1,510-1,520 จุด ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและการเลื่อนความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed น่าจะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายสามารถแกว่งในแดนบวกได้ แต่ให้ระวังความผันผวนจากการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการประชุมรมว.คลังยูโรเกี่ยวกับทางออกวิกฤตหนี้กรีซ ซึ่งมีโอกาสกดดันให้ SET Index ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,510-1,520 จุด (แนวต้าน: 1,520 และ 1,530 // แนวรับ: 1,510 และ 1,495), (+/-) ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงานสหรัฐฯ -ถ้าตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าตลาดคาด น่าจะทำให้นักลงทุนเลื่อนความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ออกไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันศุกร์ที่ 11 พ.ค.58 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ระหว่างหารือกับประเทศต่างๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป เกี่ยวกับแผนสำรองสำหรับกรณีที่กรีซเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งการแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีคลังยูโรโซนมีกำหนดจะประชุมกันที่กรุงบรัสเซลส์ในวันนี้ เพื่อหารือต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนและกรีซจะไม่สามารถหาข้อสรุปเพื่อคลี่คลายวิกฤตหนี้สินของกรีซได้ คำค้นHANAKCESVI บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่พลิกกำไร เนื่องจากบริษัทมีการบันทึกรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนชั่วคราว จำนวน 122.50 ล้านบาทโดยมีรายได้รวมในไตรมาส 1/58 มีจำนวน 5,087.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มี 4,436.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 650.97 ล้านบาทTHREL มีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 14.70 บาท。

ตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นหลังพรรคอนุรักษ์นิยมของนายเดวิด คาเมรอน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ โดยพรรคอนุรักษ์นิยมได้ที่นั่งสูงถึง 331 ในสภา ทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และส่งผลให้นายคาเมรอนสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 จากพรรคอนุรักษ์นิยมที่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 ต่อจากนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์อย่างไรก็ตามในภาพการปัจจุบัน CNS ประเมินตลาดหุ้นไทยกำลังตอบรับความผิดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมากพอสมควรแล้ว ขณะที่การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องของ กนง.(มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งติดต่อกัน จาก 2% สู่ 1.5% และ Nomura คาดว่าจะมีการลดลงอีก 0.25% ในการประชุม 10 มิย นี้),สั้นๆขายแล้วรอซื้อข้างล่าง Short Against PortNYT ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 15.10-15.40 บาท แนวต้าน 16.00-16.20 // 16.80 บาท, SVI ดูเหมือนจะเคลื่อนตัวได้ Underperform หุ้นในกลุ่มอิเล็คฯ สะท้อนได้จากดัชนีกลุ่มอิเล็คฯที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา 5.5% ขณะที่ SVI ปรับฟื้นขึ้นมา 4.18% เท่านั้นขณะที่พลังงานทดแทนถือเป็นพระเอกที่ทำให้ GUNKUL เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต เนื่องจากรายได้จะไม่ผันผวนเหมือนงานรับเหมาก่อสร้าง อีกทั้งยังมีมาร์จิ้นที่ดีกว่า เมื่อผนึกเข้ากับธุรกิจอื่นๆ ที่บริษัทดำเนินการอยู่ ทำให้มั่นใจได้ว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5,200 ล้านบาท อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่บริษัทดำเนินธุรกิจมา ซึ่งรายได้ดังกล่าวในปีนี้ยังไม่นับรวมโอกาสที่บริษัทจะขยายธุรกิจไปทำแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อหนุนรายได้ในส่วนธุรกิจเทรดดิ้ง และโครงการโซล่าร์สหกรณ์และส่วนราชการโดยส่วนใหญ่มาจากโครงการแนวราบถึง 90% สำหรับแนวโน้ม กำไรช่วงที่เหลือของปีคาดเติบโตมากขึ้นตาม Presale แนวราบ และจากคอนโดฯ ที่มีกำหนดสร้างเสร็จจะเริ่มโอนรวม 4 โครงการ และมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการปี 2558 เพื่อสะท้อนฐานกำไรที่คาดเติบโตต่อเนื่องเป็นขั้นบันได สำหรับหุ้นที่มีโอกาสปรับลดประมาณการลง คือ STEC ([email protected]) คาดการณ์กำไรสุทธิงวด 1Q58 ลดลง 18%QoQ และลดลง 7%YoY เนื่องจากงวด 1Q58 STEC เพิ่งได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP และยังอยู่ในช่วงของการเตรียมงาน จึงทำให้จังหวะการรับรู้รายได้ขาดช่วงไป ส่วนการเปิดประมูลโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนล่าช้ากว่ากำหนด จึงต้องรองานประมูลที่น่าจะออกมาครึ่งปีหลัง ขณะที่ Gross Margin มีแนวโน้มลดลง จากการรับรู้รายได้งานที่มี margin ต่ำ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต้องปรับประมาณการกำไรลง ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำเพียง ถือทั้งนี้เพราะต้องใช้เสาเข็มปริมาณมาก และยังได้ประโยชน์จากโอกาสในการผลิตหมอนรางรถไฟที่ใช้แทนไม้มาเป็นคอนกรีตแทน ซึ่งถือว่า DCON พร้อมมากในเรื่องนี้ ส่วนปี 58 มีโครงการอสังหากว่า 2.2 พันล้านบาท อีกทั้งที่มีโอกาสจะ hot มากขึ้นโครงการทำโรงไฟฟ้าด้วยแก๊สขนาดอย่างน้อย 10 mw รอการประกาศร่วมทุนในไม่ช้า ส่วนกราฟลงมาถึงแนว double bottom อีกทั้ง RSI แตะใกล้ Oversold ของถูกอย่างนี้ต้องสะสมเลยอะ คาดดีดกลับไต่ระดับเป็น W-shape ในไม่ช้า น่าเก็งกำไรรอบใหม่ แนวต้านอยู่ที่ 2.30 บาท,นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป โดยเฉพาะดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนที่พุ่งขึ้นกว่า 2% หลังพรรคอนุรักษ์นิยมของนายเดวิด คาเมรอน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ โดยพรรคอนุรักษ์นิยมได้ที่นั่งสูงถึง 331 ในสภา ทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และส่งผลให้นายคาเมรอนสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 จากพรรคอนุรักษ์นิยมที่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 ต่อจากนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ขณะที่ล่าสุดได้เปิดสำนักงานสาขาขอนแก่น ณ ถนนเหล่านาดี อ.เมือง โดยจะให้บริการในลักษณะเต็มรูปแบบ เพื่อจำหน่ายและให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าในแถบภาคอีสานตอนกลางที่มีความต้องการสินค้าของบริษัทเป็นจำนวนมาก เพื่อขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่จะอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ SPCG รุกผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งเป้า 5 ปีมีกำลังการผลิตรวม 500MW TVT ตั้งเป้าปีนี้รายได้โต 15-20% มั่นใจพื้นฐานแกร่ง-ได้เปรียบคู่แข่งส่วนปี 60 จะเป็นการลงทุน 0.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายเพื่อการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ การลงทุนในกิจการร่วมทุน การปรับปรุงสายการผลิต และเพื่อบำรุงรักษา ส่วนในปี 61 จะลงทุน 0.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายเพื่อปรับปรุงสายการผลิต และเพื่อบำรุงรักษา ภาพเทคนิคของ SET หลุดแนวรับสำคัญทั้ง 1,543 และ 1,533 จุด ทำให้มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะลงต่อตาม Momentum ลงหลุด Low สำคัญ โดยมีแนวรับที่ 1,525 จุด หากลงต่ำกว่าจะเกิดสัญญาณหายนะ MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา ทำให้ดัชนีอาจไหลลงลากเลือด โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1,508 จุด,สล็อตzombie ,DCON แทบไม่น่าเชื่อว่าราคาหุ้นดีคอน ปรับตัวลดลงมาถึงขนาดนี้จนทำให้มองว่านี่คือโอกาสดีในการเข้าเก็บรอบใหม่ จากเดิมที่เคยมีค่า PE ระดับ 25 เท่าตอนนี้เหลือเพียง 11 เท่า มองเป็นหุ้นราคาถูกไปแล้ว โดยธุรกิจนั้นเป็นผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ประเภทแผ่นพื้นและเสาเข็มปูน 8 เหลี่ยมที่ยอดขายระเบิดระเบ้อ ที่กำลังจะไปเอาดีด้านงานรับเหมาก่อสร้าง ส่วนจะจับมือกับใครหรือไม่ต้องรอดู เพราะบริษัทน่าจะมีเป้าหมายในการเข้าไปร่วมธุรกิจด้านงานก่อสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพรายได้ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภค ส่วนข่าวที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้คือมีความพร้อมในการขายเสาเข็มให้กับโครงการขยายรางรถไฟนั่นเอง SET ปิดดีดกว่า 12 จุด TRUE ซื้อ-ขายสูงสุด 3 พันล้าน。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.