Features | Security

new free unlimited hidden object games: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ผล บอล วัน นี้ บ้าน บอล,โดยATP30เป็นผู้ให้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางเพื่อขนส่งพนักงานของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ระหว่างแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ โดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard)ซึ่งบริษัทได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่งไม่ประจำทางจากกรมขนส่งทางบก ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นภาคบ่ายวันนี้ อานิสงส์จีดีพีสหรัฐ-คลายวิตกจีน ,ส่วนอุตสาหกรรมไฟฟ้า ปรับตัวลดลงร้อยละ 16.38 กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง เช่น เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนคอนเดนซิ่งยูนิต และเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิต คอมเพรสเซอร์ ตู้เย็น และเครื่องรับโทรทัศน์ ลดลงร้อยละ 3.25 2.22 9.21 0.73 และ 81.68 ตามลำดับ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา จึงส่งผลให้ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย รวมถึงได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออกหลักที่ยังไม่ฟื้นตัว (ยุโรป และญี่ปุ่น) สำหรับเครื่องรับโทรทัศน์มีผู้ผลิตบางรายย้ายฐานการผลิตไปประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งนี้ ข่าวร่วมทุนดังกล่าว สอดคล้องกับที่ นายวิจิตร เตชะเกษม กรรมการผู้จัดการ FVC เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือทางธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะเข้ามาเสริมให้บริษัทมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ สูงสุดก็คงจะเป็นการทำ M Aอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรประมาทเช่นกัน โดยรัฐบาลกำลังเตรียมทยอยใช้มาตรการต่าง ๆ ออกมาตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เพื่อช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น และวางแนวทางเพื่อการเติบโตในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะทำงานร่วมกับภาคเอกชน บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน มูลค่าราว 900 ล้านบาท โดยบริษัทหวังได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 25% ของมูลค่าดังกล่าว เพื่อเสริมรายรับในอนาคตธุรกิจ : พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทหมู่บ้านจัดสรร และประเภทอาคารชุดพักอาศัย TMB พุ่งเกือบ 5% รับข่าวคลังเล็งขายหุ้นสูงกว่า 3บ.-รับผลดีมาตรช่วยรากหญ้า คิม จอง อึน เผยผ่านสื่อครั้งแรก ยันพร้อมฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้"โดยกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมว่า ต้องไม่มีประวัติหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนการยื่นคำขอ เช่น ในช่วงระยะเวลา 5 ปีย้อนหลังไม่เคยถูกปฏิเสธคำขอ PO เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เป็นต้น"。 ดังนั้นประเมินราคาทองโลกมีโอกาส ปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับเส้น 5 วัน ด้วยการต่อยอดขาลงแท่งเทียนสัญญาณลบที่อยู่ในช่วงยอดของ V-SHAPE ขาลง ค่าสัญญาณทางเทคนิคปรับลง ทำให้ราคาแนวโน้มปรับลงต่อ อย่างไรก็ตามแนวหลักยังอยู่ในแนวโน้มขึ้นสอดคล้องกับการเรียงตัวเส้น 5 และ 10 วันที่เป็นแนวโน้มขึ้น ทำให้การลงจะไม่แรงมากและมีโอกาสสร้างฐานราคาเพื่อปรับขึ้นรอบใหม่ โดยให้แนวรับ 1,120 1,115 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และ แนวต้าน 1,140 1,145 เหรียญต่อทรอยออนซ์ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 148.76 จุด รับมาตรการกระตุ้นศก.นายคิมกล่าวในระหว่างการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่า ข้อตกลงดังกล่าวนำมาซึ่งโอกาสครั้งสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดด้านการทหาร และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีกลับเข้าสู่แนวทางปรองดองKTB ปิดที่ 18.00 บาท ลดลง 0.60 บาทโดยเชื่อว่าผู้ประกอบการค่ายโทรศัพท์มือถือดังกล่าวมีความต้องการที่จะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทั้งการใช้งาน 3G,4G จึงมองหาช่องทางในการขยายฐานลูกค้าที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก ขณะที่บริษัทฯก็มีรายได้จากการเป็นตัวแทนไปจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือของ TRUE ให้แก่ลูกค้า โดยมีการเริ่มจำหน่ายในเดือนส.ค.นี้ เป็นเดือนแรก ประกอบกับเป็นตัวแทนขาย AirTime ให้กับผู้ประกอบการทั้ง 3 ค่ายอีกด้วยส่วนโครงการในลาวนั้น อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเข้าร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ขนาดกว่า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการได้เซ็นสัญญาเบื้องต้นกับรัฐบาลลาวที่จะเข้าทำโครงการแล้ว หลังจากศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการไม่มีเงินลงทุน ซึ่งคาดว่าน่าจะสรุปได้ในปีนี้ โดยเบื้องต้นกลุ่มโกลว์อาจจะถือหุ้นราว 80% ส่วนที่เหลือเป็นการถือหุ้นจากเจ้าของโครงการ แต่คาดว่าจะเวลามากกว่า 4 ปี ด้วยมูลค่าโครงการไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ、สำหรับ น.ส.กัญฐณา เป็นผู้ต้องหาคนที่ 4 ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าว หลังจากผู้ต้องหา 3 คน คือ พล.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล และ น.ส.ศรีธรา พรหมา เข้ารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ และศาลได้อนุญาตให้ประกันตัว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศทั้งนี้ นางศุภจี ได้กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่อาจได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH เพราะไม่มีความประสงค์ที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว โดยหลังจากพ้นตำแหน่งประธานเจ้าหน้าบริหาร THCOM แล้วก็จะยังอยู่ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับนายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ที่จะเข้ามารับตำแหน่งแทนไปถึงสิ้นปี 58 และหลังจากนั้นจะไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายๆบริษัท เพราะต้องการให้บริษัทนั้น ๆ ก้าวสู่เวทีระดับโลกKTBU15/18.34 Long เปิดได้ตอนเช้าที่ 18.48 บาท แต่ตัดขาดทุนไป รอ Long อีกครั้งที่ 18.30 บาท เป้าหมายทำกำไร 18.80 บาท ตัดขาดทุนหากหลุด 18.05 บาท。

GL-W3 ราคาปิด 3.86 บาท,QH28C1512A +50.0% (QH+7.4%)2. แต่งตั้งนายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทนนายสุรชัยส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมยังคงปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 62.6 จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยลบจากการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว กอปรกับราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อความเสียหายแก่ผลผลิตสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่ภาครัฐจะเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะเป็นการช่วยกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปในทุกพื้นที่ของเส้นทาง โดยจะมองเรื่องของผลตอบแทนของโครงการไม่ได้ แต่ต้องมองไปถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดมูลค่าเพิ่มตามมาในอนาคต โดยจะเน้นการลงทุนแบบ PDP ที่ไม่เกินฐานะการคลัง ซึ่ง รมว.คลังมีความถนัดเพราะมาจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) และจะเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐเพื่อใหสอดรับกับแนวทางต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งนี้ ข่าวร่วมทุนดังกล่าว สอดคล้องกับที่ นายวิจิตร เตชะเกษม กรรมการผู้จัดการ FVC เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือทางธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะเข้ามาเสริมให้บริษัทมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ สูงสุดก็คงจะเป็นการทำ M A,โดยดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 21,948.61 จุด เพิ่มขึ้น 110.07 จุด, +0.50% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดภาคเช้าที่ 1,613.43 จุด เพิ่มขึ้น 11.73 จุด, +0.73% บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน มูลค่าราว 900 ล้านบาท โดยบริษัทหวังได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 25% ของมูลค่าดังกล่าว เพื่อเสริมรายรับในอนาคต。 อาจเพิ่มวงเงินซื้อหลัง SET ยืน 1,340 จุด ลุ้นเป้าหมายถัดไป 1,380-1,400 จุด ฮั่งเส็งปิดร่วง 226.15 จุด จากแรงเทขายทำกำไร , ที่ประชุมสภาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเอกฉันท์ 184 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: หากต่ำกว่า 1360 จุด จะเป็นสัญญาณอ่อนตัวที่ชัดขึ้น เพื่อลดความร้อนแรงในระยะสั้นก่อน โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1345 จุด ส่วนกรอบบนคาดยังถูกจำกัดอยู่ที่ 1380-1385 จุด ประเด็นสำคัญติดตามการประชุม Jackson Hole ต่อในคืนนี้ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วว่า ยังไม่มีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย และอังคารหน้า สำหรับการประชุมครม.ที่คาดว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลยุทธ์ การเก็งกำไร ยังเน้นแบ่งขาย และรอสัญญาณเข้าซื้อใหม่ หลัง SET อ่อนตัวลงแล้วแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงสถานะทางการเงินที่ยอมรับได้ และความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้ ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 28,000-35,000 ล้านบาทต่อปี และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนคาดว่าจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 เท่า อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากผลการดำเนินงานหรืออัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับปัจจุบัน โดยในอนาคตอันใกล้นี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตแต่อย่างใดผล บอล วัน นี้ บ้าน บอล,นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มั่นใจว่าไม่กระทบกับบริษัท เพราะมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้า โดยเป็นสัญญาระยะยาว 1 ปีประมาณ 25% ของลูกค้าทั้งหมด สัญญาระยะ 3 ปีประมาณ 30% และสัญญาระยะ 5 ปีอีก 45% ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของบริษัทมีการต่อสัญญาคิดเป็นอัตราถึง 99% และภายใน 5 ปีบริษัทตั้งเป้าว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 500 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 10% ภายในปี 2561 บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน มูลค่าราว 900 ล้านบาท โดยบริษัทหวังได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 25% ของมูลค่าดังกล่าว เพื่อเสริมรายรับในอนาคตอนึ่ง ก่อนหน้านี้ กพช.เห็นชอบหลักการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม SPP ระบบโคเจนเนอเรชั่น ในกลุ่มที่รับซื้อไฟฟ้ารอบก่อนปี 50 ซึ่งกำลังจะทยอยสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 60-68 จำนวน 25 โครงการ โดยที่ประชุมกำหนดให้เสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในปริมาณที่จำเป็นโดยไม่เกิน 20% ของกำลังการผลิตติดตั้งเดิมและในราคาไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(IPP)สถานะทางธุรกิจในระดับปานกลางของบริษัทสะท้อนถึงผลงานก่อสร้างโครงการอาคารสูงเพื่อที่พักอาศัยและเพื่อการพาณิชย์ในเขตกรุงเทพฯ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ยอมรับได้ บริษัทมีการพึ่งพิงโครงการคอนโดมีเนียมของลูกค้าบางรายในระดับค่อนข้างสูง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นลูกค้ารายสำคัญที่สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี ในขณะเดียวกัน โครงการที่รับรู้รายได้สูงสุดของบริษัทในแต่ละปีคิดเป็นสัดส่วน 10%-15% ของรายได้ ประเมินดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบแคบมากขึ้นกว่าในช่วงเช้า และปิดตลาดคาด SET น่าจะอยู่ในกรอบ 1340-1350 จุด โดยเชื่อว่าความหวังต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า จะทำให้ยังคงมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มที่ได้รับปัจจัยบวก เช่น ธนาคาร, ค้าปลีก และลีสซิ่ง เป็นต้น ADVANC-DTAC-TRUE-JAS ตบเท้าเข้ารับเอกสารประมูล 4G1. กลุ่มรับเหมาฯ: STEC (ทะลุ 25.75 มีแนวต้านถัดไปที่ 27.75 บาท) CK SEAFCO。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?